กอปมาจาก
เนชั่น สุดปีที่ 12 ฉบับที่ 567 วันที่ 14 - 20 เม.ย. 2546
http://thaingo.org/webboard/view.php?id=7155นักดนตรีกับการ 'ปฏิรูปสื่อ'
เทพชัย หย่อง
สัปดาห์ก่อนมีโอกาสได้นั่งลงคุยกับนักดนตรีกลุ่มหนึ่ง ถ้าใช้ภาษาในวงการก็ต้องบอกว่า เป็นนักดนตรี 'ไร้สังกัด'
ที่เรียกว่า 'ไร้สังกัด' ก็เพราะนักดนตรีกลุ่มนี้ไม่ได้รับใช้หรือถูกผูกมัดโดยค่ายเทปยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่ปั๊มสิ่งที่อ้างกันว่าเป็น 'ดนตรี' หรือ 'เพลง' ออกมาเป็นม้วนบ้าง เป็นแผ่นบ้างมายัดเยียดให้กับวัยรุ่นไทย
แถมยังไม่มีเส้นสายหรือเงินทองมากพอที่จะไปเหมาเวลาสถานีวิทยุโปรโมตดนตรีของตัวเองเหมือนบรรดาเจ้าของบริษัทเทปใหญ่ๆ ที่ยึดเอาคลื่นวิทยุและจอทีวีไปเป็นเครื่องมือส่งเสริมการขาย กรอกหูชาวบ้านตั้งแต่ตะวันขึ้นจนถึงตะวันตกดินอาทิตย์ละเจ็ดวัน
ความรู้สึกของนักดนตรี 'ไร้สังกัด' สมัยใหม่เหล่านี้ ก็ไม่แตกต่างไปจากความรู้สึกของนักแต่งเพลง หรือนักร้องเพลงไทยสากลที่ทุกวันนี้แทบหาที่ยืนในวงการไม่ได้
ทุกวันนี้จะแต่งเพลงได้ไพเราะ หรือมีความหมายลึกซึ้งแค่ไหน หรือจะร้องเพลงได้สุดทราบซึ้งกินใจแค่ไหน ก็ไม่มีทางสู้แรงโปรโมตของค่ายเทปได้
เพราะฉะนั้น เพลงที่มีเนื้อหาและมีความหมายก็จะได้ฟังเฉพาะในกลุ่มแคบๆ จะเรียกว่าเป็นเพลงของศิลปินอิสระหรือ 'อินดี้' ก็แล้วแต่
แต่ในขณะที่เพลงที่มีแต่ความมันแต่ไร้คุณค่าทางดนตรีอย่างสิ้นเชิงกลับมีเวทีให้อย่างไม่จำกัด ตั้งแต่คลื่นวิทยุระดับประเทศจนถึงระดับท้องถิ่น จอทีวีเกือบทุกช่อง และแผงเทปใกล้บ้านคุณเกือบทุกแผงทั่วประเทศ
น่าสมเพชที่วัยรุ่นบ้านเราทุกวันนี้แทบแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือ 'ดนตรี' และอะไรคือ 'ขยะดนตรี'
ก็ลองคิดดูสิครับ เด็กไทยสมัยใหม่จะเรียนรู้คุณค่าของดนตรีได้จากที่ไหน ถ้าทันทีที่ลืมตาดูโลกก็ได้ยินเสียงของนักร้องจากค่ายของ 'อาเฮีย' หรือ 'อากู๋' กรอกใส่หูเช้าจรดค่ำ
ไม่ต้องพูดถึงความสวยงามของเสียงเพลง หรือคุณค่าของดนตรี เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับนักร้องหรือนักแต่งเพลงของค่ายเทปพวกนี้ ขอเพียงให้นักร้องพอร้องเพลงเป็น มีเครื่องดนตรีประโคมให้พอมีเสียงโครมครามประกอบ ก็ถือว่านี่เป็นดนตรีแล้ว
เปิดกรอกหูคนฟังเช้ายันเย็นวันละสักห้าสิบรอบทางคลื่นวิทยุสักห้าสิบคลื่น เพลงจะห่วยหรือไม่ได้เรื่องแค่ไหน มันก็จะเพราะไปเอง จนวัยรุ่นต้องรีบแจ้นไปที่แผงเทปหาซื้อเก็บใส่กระเป๋าไว้ไม่ให้น้อยหน้าเพื่อน
ดนตรีได้กลายเป็นธุรกิจพันล้านที่ไม่มีที่ว่างสำหรับศิลปินที่มีความคิดหรือศิลปินที่แคร์ต่อคุณค่าทางดนตรี
ถ้าคุณแต่งเพลงหรือร้องเพลงให้สะใจวัยรุ่นไม่ได้ ก็อย่าได้คิดเลยที่จะเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจนี้
แม้แต่คลื่นวิทยุก็ไม่มีช่องว่างให้ เพราะเกือบทุกคลื่นถูกบรรดาค่ายเทป หรือนายหน้าค้าคลื่นความถี่เหมาเอาไปหมดแล้ว
นักดนตรีไร้สังกัดทั้งหลายก็อย่าได้หวังที่จะได้ยินเพลงของตัวเองตามคลื่นความถี่เหล่านี้เลย
ถ้าจะบอกว่านี่เป็นตัวอย่างของการผูกขาดคลื่นความถี่โดยกลุ่มนายหน้าหรือกลุ่มนายทุนก็คงไม่ผิด
คนที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เป็นเพียงแค่นักดนตรี 'ไร้สังกัดเท่านั้น' แต่รวมถึงนักจัดรายการทั่วประเทศที่มีความตั้งใจจะทำรายการดีๆ มีสาระ
นอกจากต้องถูกแรงกดดันจากกรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยราชการทั้งหลายที่เป็นเจ้าของคลื่นแล้ว ยังต้องถูกกลุ่มค่ายเทปแย่งเวลาหรือแย่งคลื่นวิทยุไปอีก
คลื่นวิทยุที่ควรจะเป็นช่องทางสำหรับการให้ความรู้ หรือข่าวสารที่มีประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ทุกวันนี้กลับกลายเป็นเครื่องมือทำมาหากินของทั้งหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่เป็นเจ้าของและบรรดาค่ายเทปเพลง
นักดนตรี 'ไร้สังกัด' ที่คุยด้วยวันนั้น และนักจัดรายการวิทยุต่างจังหวัดหลายกลุ่มที่เคยแลกเปลี่ยนความเห็นด้วย รู้สึกเจ็บปวดกับความไม่เป็นธรรมในการใช้คลื่นความถี่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่ก็จนด้วยปัญญาที่จะสู้กับนายทุนที่มีทั้งเงินและเส้นสาย
แต่การจะนั่งบ่น หรือคร่ำครวญเกี่ยวกับโชคชะตาโดยไม่ทำอะไรเลย ก็คงไม่ช่วยแก้ปัญหา
ไม่ว่าจะเป็นนักแต่งเพลงหรือนักดนตรี หรือนักจัดรายการทั้งหลาย จำเป็นต้องร่วมใจกันต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการใช้คลื่นความถี่
การปฏิรูปสื่อซึ่งเป็นประเด็นของการถกเถียงกันมาหลายปี เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะสร้างเป็นความธรรมในการใช้คลื่นความถี่ เป็นโอกาสที่จะทำลายการผูกขาดและทำให้คลื่นวิทยุและโทรทัศน์เป็นช่องทางในการให้ความรู้และสาระแก่คนในสังคมไทย
และยังจะเป็นช่องทางนำรายการบันเทิงที่มีคุณค่า (ที่ไม่ถูกกำหนดโดยค่ายเทปหรือค่ายละครที่มุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจ) สู่ผู้ฟังและผู้ชม
(ฉบับหน้าผมขอขยายความในเรื่องนี้ต่อ โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า การปฏิรูปสื่อไม่ใช่เป็นเรื่องของการทะเลาะกันระหว่างเจ้าของค่ายเทปค่ายละครกับเอ็นจีโอและคนข่าวเท่านั้น)
โดย : โดย เทพชัย หย่อง
นักดนตรีกับการปฏิรูปสื่อ (2)
จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม การปฏิรูปสื่อได้ถูกทำให้มีภาพว่าเป็นการทะเลาะกันระหว่างเจ้าของค่ายเทป-ค่ายละครฟากหนึ่งกับกลุ่มเอ็นจีโอและองค์กรสื่ออีกฟากหนึ่ง คนอื่นๆ ไม่เกี่ยว
ทั้งๆ ที่การปฏิรูปสื่อเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญและมีผลกระทบกว้างไกล และเกี่ยวข้องกับแทบทุกส่วนของสังคม
แต่ไม่รู้ว่าทำไมการปฏิรูปสื่อจึงถูกเจ้าของค่ายเทป-ค่ายละครและเจ้าของสัมปทานวิทยุ-ทีวี ประโคมข่าวจนกลายเป็นเรื่องของการแย่งที่นั่งในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือที่เรียกกันติดปากว่า 'กสช.'
จนชาวบ้านชาวช่องเข้าใจกันผิดไปหมดว่ามีการปฏิรูปสื่อ คือการมี กสช. เท่านั้น
ทั้งที่ความเป็นจริง คือ กสช. เป็นเพียงแค่กลไกหนึ่งของการปฏิรูปคลื่นความถี่เท่านั้น
แต่บังเอิญที่ผ่านมา เรื่องของ กสช. ถูกชูให้เป็นเวทีของการต่อสู้ระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ โดยมีเอ็นจีโอและองค์กรสื่อเข้ามาแทรก มันก็เลยโดดเด่นจนบดบังด้านอื่นๆ ของการปฏิรูป ที่ความจริงแล้วมีความสำคัญไม่แพ้กัน
ฉบับที่แล้วผมเขียนถึงการพบปะกับนักดนตรี 'ไร้สังกัด' กลุ่มหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจต่อภาวะการผูกขาดคลื่นความถี่ของกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่ม เป็นการผูกขาดที่ปิดกั้นโอกาสของนักดนตรีที่มีความคิดสร้างสรรค์แต่ไม่ยอมสยบให้กับค่ายเทปเพลงใหญ่ๆ
ทำไปทำมาเพลงที่ถูกใจวัยรุ่นแต่ไร้คุณค่าทางดนตรี คือสิ่งที่เจ้าของค่ายเทปทั้งหลายเปิดกรอกหูคนฟังเช้ายันเย็น
เช่นเดียวกับนักจัดรายการที่ต้องการสร้างสรรค์รายการวิทยุและทีวีที่มีคุณภาพ แต่ไม่มีทางได้เวลาออกอากาศ หรือคลื่นความถี่ เพราะไม่มีทั้งเส้นสายและเงินทองที่ต้องจ่ายใต้โต๊ะให้กับเจ้าคลื่นซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็เจ้าหน้าที่หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ
ความจริงที่แสนเจ็บปวดทุกวันนี้ คือคลื่นความถี่ทั้งหลายได้กลายเป็นเครื่องมือหากินทางธุรกิจ ลูกหลานของเราแทบจะไม่มีทางได้เรียนรู้อะไรที่มีคุณค่าต่อสมองหรือความคิดจากการฟังวิทยุหรือดูทีวีบ้านเรา
ยิ่งถ้าเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์หรือการศึกษาแล้ว ไม่ต้องพูดถึง เพราะวิทยุ-ทีวีบ้านเราถือว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ
เอาเวลาออกกาศไปเปิดเพลงให้วัยรุ่นฟังดีกว่า ช่วยโปรโมตยอดขายเทปตามแผงด้วยซ้ำ
หัวใจของการปฏิรูปคลื่นความถี่ คือการยุติการผูกขาดอย่างที่เป็นอย่างทุกวันนี้ และวางกฎกติกาใหม่เพื่อให้คลื่นวิทยุและทีวีถูกใช้เป็นช่องทางในการให้ความรู้ ให้สาระแก่คนทุกชนชั้น
นักดนตรีที่ไร้สังกัดแต่เต็มไปด้วยความสามารถและความคิดสร้างสรรค์จะได้มีโอกาสได้ยินเพลงของตัวเองออกอากาศ โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้ใคร หรือต้องฝืนใจแต่งเพลงตามแนวทางที่ค่ายเทปต้องการเพื่อเอาใจวัยรุ่น
รายการที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ หรือให้ความรู้ทางสังคมในด้านต่างๆ จะได้มีโอกาสอยู่บนแผงหน้าปัดวิทยุ
เพราะฉะนั้นการปฏิรูปสื่อเป็นมากกว่าการที่ใครได้เข้ายึดที่นั่งใน กสช. เพราะใครก็ตามที่ได้รับเลือกเข้ามาจำเป็นต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของการปฏิรูปสื่อ
ไม่ใช่เข้ามาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองหรือพรรคพวก เหมือนที่เจ้าของค่ายเทปยักษ์ใหญ่คนหนึ่งยอมรับก่อนหน้านี้
สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นจากนี้ไปก็คือ ตัวแทนของวงการต่างๆ (ไม่ใช่เฉพาะบันเทิงเหมือนที่ผ่านมา) ต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิในการกำหนดทิศทางการปฎิรูปสื่อ ไม่ควรปล่อยให้เจ้าของค่ายเทป-ค่ายละครไม่กี่คนพูดจาเสียงดังเสมือนหนึ่งเป็นคนที่มีอำนาจในการชี้ทิศทางการปฏิรูป
ขอให้รู้ไว้ด้วยนะครับว่า เขาไม่ได้ผลักดันการปฏิรูปสื่อเพื่อให้ 'อาเฮีย' หรือ 'อากู๋' หรือเจ้าของสัมปทานคลื่นวิทยุ-โทรทัศน์รวยขึ้นด้วยการผูกขาดต่อไป
แม้แต่นักดนตรีไร้สังกัดที่ต้องดิ้นรนหาเวทีเพื่องานสร้างสรรค์ ก็มีสิทธิเหมือนนายทุนทั้งหลายในการเรียกร้องขอมีส่วนในการปฏิรูปสื่อ
โดย : โดย เทพชัย หย่อง
ความคิดเห็นที่: 2 ลิขสิทธิ์เปิดเพลงทางวิทยุผลกระทบวิทยุชุมชน!
ขณะนี้ค่ายเพลง แกรมมี่ กำลังเตรียมความพร้อมเรื่งการปูพรมตรวจสอบการเปิดเพลงของค่ายฯ เพื่อพิจารณาจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เปิดเพลงทางรายการวิทยุ เริ่มต้นที่ กทม.-เขตปริมณฑล ที่น่าสนใจคือ ทางแกรมมี่ได้เจรจากับค่ายต่าง ๆ ทั้งวิทยุของ RS BEC ฯลฯ ทุกค่ายยินดีจ่าย และเตรียมเก็บด้วยเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่คลื่นวิทยุต่าง ๆ ของแกรมมี่เอง ก็ต้องจ่ายเช่นกัน...ทั้งนี้คาดว่าไม่น่าจะเกิน1-2เดือนนี้เริ่มเก็บแต่ โดยพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์การเปิดเพลงของค่าย / เวลาในการเปิดเพลงทั้งหมด แล้วคิดเป็นค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งไม่ได้มีเกณฑ์ของการพิจารณารายได้สถานีวิทยุมาประกอบ ข้อนี้นี่เองที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อ วิทยุชุมชน ที่นิยมเปิดเพลงตลาดของแต่ละค่าย เพราะอย่าลืมว่า กฎหมายของวิทยุชุมชนยังไม่มีการออกมารองรับ และที่สำคัญประเด็นของรายได้สถานีไม่ได้มาส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณา แม้จะบอกว่าวัตถุประสงค์วิทยุชุมชนจะจัดโดยไม่ได้หวังผลทางธุรกิจก็ตามที....แล้วทุกท่านคิดอย่างไร มีข้อมูลใดที่เกี่ยวข้อง ชวนเชิญมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้!
http://thaingo.org/webboard/view.php?id=6835