Rivers of Dreams

บล็อกนี้ค่อนข้างจะเป็นที่โพสความเห็นต่างๆที่อาจจะยัง raw อยู่ บล็อกนี้ต้องการความเห็นจากทุกๆท่าน และขอบคุณที่เข้ามาอ่านและ คอมเม้นท์

Monday, April 30, 2007

มหาลัย/โรงเรียนให้การศึกษาเรา หรือ สื่อให้การศึกษาเรา

พอเราเปิด ทีวี วิทยุ หรือ เนท
เพลงภาษาไทยส่วนใหญ่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะ อินดี แกรมมี อาเอ๊ส โฟร์เอส บอกเราว่า




การฟูมฟายอย่างมากมายมหาศาลในเรื่องความรักเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

โลกนี้มีแค่ฉันกับเธอ กับความรักของเรา คนอื่นไม่สำคัญ

ผู้หญิงทุกคนต้องเอาแต่ใจ

พ่อแม่เป็นคนดีเสมอ

รักนะ เด็กโง่

เพลงลูกทุ่งที่เราเปิดทางทีวี และวิทยุ บอกเราว่า

คนเราจนเพราะวาสนา

ถ้าเป็นคนจนก็ให้ก้มหน้าก้มตาทำงานเดิมๆไปแล้วรอวาสนา

เพลงหมอลำ(ซิ่ง)ส่วนใหญ่บอกเราว่า

เรื่องเซ็กส์สำคัญที่สุด ชีวิตนี้ไม่ต้องมีอย่างอื่น (ฮา)








ในทีวี

พระเอกข่มขืนนางเอกเป็นเรื่องชอบธรรม
คนที่ชอบแสดงอารมณ์ออกมาตรงๆเป็นคนไม่ดี
คนลาวโง่
ที่พ่อแม่ & ผัวทำอะไรเลวๆกับลูกหรือเมีย เพราะความรัก !

บอกเราว่าเราเป็นเศษดินเศษทราย
ไม่สำคัญเลยเมื่อเทียบกับคนที่มีศถานะทางสังคมสูงๆ



อาจจะเป็นเรื่องที่ยากที่จะชี้ให้เห็นกันชัดๆ
แน่นอน อาจจะไม่มีใครเชื่อ ตรงๆ
แต่ อิทธิพลทางอ้อม ต่อแนวคิดนี่มีแน่นอน ที่ว่าเราทุกคนจำ (หรือทบทวนสิ่งที่เคยได้ดูได้ฟัง)ได้อย่างมากมายกว่าที่เราคิดว่าจำได้

Sunday, April 30, 2006

ข้อเสนอ หลังเหตุการณ์น้ำท่วมมาเลย์

ในอาเซียนเรา มีความไม่รู้จักกัน เนื่องจากหลายๆเหตุผล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่ชนชั้นปกครอง สร้างขึ้น นโยบายขาตินิยม( เช่นไทยแอนตีจักรวรรดินิยมอังกฤษโดยพุ่งเป้าไปที่พม่า) ทำให้ประชาชนไม่มีความสัมพันธ์กันในยุคที่การสื่อสารทำได้



เราพูดกันเยอะว่า เราจะสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีในด้านของประชาชนได้ยังไง
หลังเหตการณ์ในกัมพูขา
เราพูดกันแต่แล้วไม่มีอะไรเลย

และถ้าเราไม่เริ่มเองก็ต้องรอให้คนอื่นเริ่มอยู่ดี


ผมคิดว่า ในกระแสที่เริ่มมี ขวาใหม่ มีการเหมารวมเกลียดมาเลย์ ฯลฯ ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อภูมิภาคนี้ในอนาคต ภาคประชาชนไทย และ ใครที่ยังไม่บ้าจี้ตามนายกและบรรดาฝ่ายขวาหลงยุคไป

าควรจะเริ่มทำอะไรที่เป็นการความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง ภาคประชาชนในประเทศต่างๆ

คือน่าจะทำอะไรบ้างถึงจะไม่มาก เช่น เขียนจดหมาย เขียนการ์ด ลงชื่อ ส่งกำลังใจ ให้คนในมาเลเซีย และ ชาวสยาม(ขอใช้คำนี้)ทุกเชื้อชาติในภาคใต้ ที่ถูกน้ำท่วม
(แบบรวมๆ โดยไม่ต้องใช้ความเป็นรัฐชาติ หรือความเป็นชนชาติ-- หรือในนามของชาว south east asia ด้วยกัน หรือเพื่อร่วมโลกที่อยู่ใกล้กัน )

ช่วยกันแปลข่าวต่างๆ ให้เป็นภาษาไทย (ในมาเลย์น้ำท่วมหนักมาก แต่เราไม่ค่อยเห็นข่าว)


ฯลฯ

ในนามของภาคประชาชน หรือปัจเจกบุคคลเลย โดยไม่จำเป็นต้องทำในนามของรัฐบาล หรือความเป็นชนชาติ

(ช่วยบอกให้ คนอื่นๆทราบด้วยครับ )

Responsibility ของ ศิลปินและ คนทำสื่อ ต่อสังคม

[ ก่อนที่จะพูดเรื่องนี้ อยากจะขอเกริ่นนำเล็กน้อยว่า "มันแน่นอนว่า ทัศนคติ หรือ ความตั้งใจ ของคนที่ทำสิ่งที่เป็นสื่อที่ออกไปสู่ประชาชนหลายๆคนน่ะย่อมไม่เหมือนกันแน่ มันอาจจะเป็นความต้องการความดัง ความมีชื่อเสียง เงิน หรือ ครอบงำสังคม ในนามของคำว่าสร้างสรรค์สังคม(ซึ่งอาจจะสร้างสรรค์จริงก็ได้ ใครจะรู้) หรือ ทำเพื่อระบายอารมณ์ บางคนอาจจะ ต้องการหลายอย่าง บางคนอาจจะต้องการอย่างเดียว บางคนอาจจะนิยมบางอย่างมากกว่าบางอย่าง

ฉนั้น การที่บางคนพูดภึงเรื่องของสื่อ โดยมีแนวโน้มในการนำเสนอว่า สื่อ ควรจะ / หรือ เป็นไปได้ไหมที่จะ สื่อ เทก รีสปอนสิบิลิตี้ (ผู้เขียนใช้คำนี้ในความหมายที่ชัดเจนว่า แสดงบทบาทที่สร้างสรรค์บางอย่าง ตอบสนองกับสังคม ไม่ได้แปลแบบไทยๆว่า สื่อ หรือศิลปินต้อง มีหน้าที่ทำอะไรบางอย่างให้กับสังคม )

การพูดแบบนี้ ไม่ได้เป็นการพยายามเสนอว่าควร ที่จะสร้าง จุดหมายปลายทาง ที่ชัดเจน หรือเป็นหนึ่งเดียวกัน หรือต้องการที่จะ สร้างกฎระเบียบหรือการควบคุมอะไรบาง
อย่าง โดยมีพื้นฐานจินตนาการเรื่องเป้าหมาย แบบที่ใครบางคนต้องการ


และในฐานะที่ชอบ ความเป็นลิเบอรัลลิสม์ ทางการเมือง มากกว่า แบบ เผด็จการ ไม่ได้ต้องการบอกว่า ใครจะต้องทำอย่างนี้ หรือ สร้างกฎระเบียบ ( ระเบียบที่ใช้ 'กด' ) อะไรบางอย่าง นะครับ]

แต่

อ่า... คือ ประเด็นสำคัญที่คนเขียน อยากจะชี้ให้เห็นคือ คือ

สื่อ เนี่ย โดยตัวมันเองมันไม่ใช่แค่ความบันเทิง หรือ แค่กระจก
แต่ สื่อสามารถสร้างโลกในทางความคิด ขึ้นมา และ มันมีอิทธิพลต่อ ความคิดคนจริงๆ

ดู ตัวอย่าง เพลง ในระดับของการตัดสินใจบางอย่างเราอ้างอิงเพลง( อย่าลืมว่า เนื้อเพลงก็คือ ความคิดแบบง่ายๆที่ได้รับการจัดในรูปแบบของกลอน ) คุณจะเห็นแนวโน้มอย่างนี้ในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่เสมอไป
หรือบางกรณีปล่อยให้ เพลงโน้มนำความรู้สึกหรือการตัดสินใจของเราได้ไม่ยาก หรือเพลงอาจเป็นเครื่องมือในการนำความ รู้สึกของสังคมก็ยังได้

นี่ยังไม่ได้พูดถึง การสร้างความเชื่อ หรือ ทัศนคติบางอย่างด้วยการได้ยินได้ฟังซ้ำๆ


เพราะงั้น ลองจินตนาการดู อะไรจะเกิดขึ้นในสังคมที่ มีแต่เพลงอกหัก รักคุด หรือเพลงที่พูดถึงเรื่องเซ็กส์(แถมเป็นเซ็กส์ในแบบรสนิยมห่วยๆด้วย)เต็มไปหมด แต่ไม่มีเพลงที่มุมมองด้านอื่นๆ ให้ฟัง หรืออย่างน้อยก็ไม่มีเปิดให้ได้ยินกันเกร่อเหมือน เพลงอกหัก



แล้วเราจะคาดหวัง เพ้อฝัน ตั้งความหวังลมๆแล้งให้เด็กที่โตขึ้นมากับเพลงอย่างนี้ (หรืองานศิลปะอย่างนี้, ที่หลายคนเรียกกันให้มันฟังดูดีขึ้น (มั๊ง?), แต่โดยส่วนตัวผม รู้สึกว่าคำนี้ ศิลปะ ศิลปิน แม่งไม่มีความหมายห่าอะไรเลย เราเรียกคนที่เล่นตลก ด่าพ่อมึง แม่มึง หรือตีหัวอีกคนเพื่อให้ คนดูหัวเราะ ว่าศิลปิน เรียกนักร้องที่ร้องเพลงเป็นอย่างเดียวว่า ศิลปิน เรียกดีเจ ที่เปิดแผ่น ปรับ เครื่องเสียงนิดหน่อย แล้วพูดทับเพลงว่า คืนนี้ใครไม่มีผัวยกมือขึ้น ฯลฯ ว่าศิลปิน ...อืมมม ผมชักสงสัยแล้วว่าควรจะรู้สึกอย่างไงดีมั๊ย ที่ตัวเองก็มีคนเรียกว่าศิลปิน 555 )

จะคาดหวังให้คนที่ต้องฟังต้องดูแต่สื่อแบบนี้ทุกวัน ได้รับสื่อที่กระตุ้นให้คิดอะไรที่มันซับซ้อน มีเหตุผล หรือมีจินตนาการบรรเจิดน่ะ ถ้าจะยากหน่อยนะเพื่อน

นอกจากเรื่อง เนื้อหาที่ทำให้เราเฉื่อยชา หรือ หมกมุ่นกับเรื่องไร้สาระ ( แน่นอน ในความคิดผม ความรัก ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่การพร่ำบ่น ฟูมฟาย ย้ำคิดย้ำทำ หรือสงสารตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อย่างที่เพลง, ไม่ใช่เฉพาะแต่เพลงเดี๋ยวนี้หรอก เพลงป๊อปมันเป็นอย่างนี้มานานแร้วววหล่ะ, หรือการมีเซ็กส์ในแบบที่เห็นแก่ตัว, ปรามาณ ว่า กูจะเอา กูไม่สนหรอก มึงจะรู้สึกอย่างไง, นั่นต่างหากเป็นสิ่งที่ไร้สาระ )

เรื่องความรุนแรงก็เป็นอีกประเด็นนึง ผมเชื่อว่า การได้เห็นความรุนแรงทุกวัน เนี่ยมันทำให้เกิดความ 'ชา' และ 'ชิน' กับเรื่อง เลวๆ


อีกประเด็นก็คือ การเลือกรับ สื่อ ไม่ได้สะท้อน หรือเป็นกระจกเงา หรือ เป็นสิ่งที่เผยให้เเห็นถึงรสนิยมที่แท้จริง ของคนดูคนฟัง, แม้ว่าคำนี้จะมีส่วนถูกอยู่บ้างก็ต้องบอกว่าเป็นรสนิยมภายใต้ข้อจำกัดที่ไม่ได้เกิดจากตัวผู้คนดูคนฟังเอง, อย่างที่ชอบพูดกัน หรือเข้าใจกัน และชอบเอามาอ้างกันนักว่าสื่อมันเลวเพราะคนดูมันห่วย (ห่วยพ่อมึงเหอะ มึงนั้นแหละห่วย<--อยากบอกสื่อแบบนี้ ) ผมฟังแล้ว รู้สึกไม่ค่อยจะดีเลย

อย่างน้อยที่สุดนะ ขอให้พิจารณาดูว่า ความเชื่อที่ว่านี้น่ะ อยู่บนพื้นฐานของจินตนาการหรือสมมุติฐาน อันหนึ่ง ที่ว่า
มีสื่อให้เลือกอย่างไม่จำกัด และนอกจากนั้นยังไม่พอ ผู้รับยังต้องได้ข้อมูลจำนวนมากพอเกี่ยวกับ รายการสื่อแต่ละรูปแบบ คือ สามารถดูได้มากช่อง มากรายการ
หนัสือพิมพ์ก็ต้องเคยอ่านและมีเวลาอ่านหลายๆฉบับ พูดง่ายๆคือ ต้องมีรายการให้เลือกมาก และ มีเวลามากพอที่จะพิจารณาสื่อ ได้ในปริมาณมากพอสมควร ซึ่งสมมุติฐานอันนี้ แม้แต่เด็กก็คงแน่ใจได้ว่าไม่เป็นความจริง หรือไม่ได้เกิดขึ้นในโลกที่เรากำลังมีชีวิตอยู่ ถ้าในจินตนาการของ ใครบางคน อาจจะไม่แน่

ยิ่งมีการผูกขาดสื่อ (หรือผูกขาดอิหยังก็ตาม) การเลือกของคนรับสื่อก็ต้องทำภายใต้ข้อจำกัดมากขึ้นไปอีก และทุกตัวเลือก(ในสถานการณ์ที่ถุกจำกัด) อาจจะเป็นตัวเลือกที่แย่ไม่ต่างกันมากนักก็ได้

ในขณะเดียวกัน ถ้าต้องเลือกจากตัวเลือกจำนวนมหาศาล, ซึ่งแน่นอนว่าอย่างน้อยดีกว่าการเลือกด้วยตัวเลือกที่จำกัดภายใต้เงื่อนไขของการผูกขาด, อาจจะเหนื่อยกับการเลือกหรือมีแนวโน้มที่จะเลือกอย่างผ่านๆ

Thursday, June 30, 2005

ข้อเสนอ หลังเหตุการณ์น้ำท่วมมาเลย์

ในอาเซียนเรา มีความไม่รู้จักกัน เนื่องจากหลายๆเหตุผล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่ชนชั้นปกครอง สร้างขึ้น นโยบายขาตินิยม( เช่นไทยแอนตีจักรวรรดินิยมอังกฤษโดยพุ่งเป้าไปที่พม่า) ทำให้ประชาชนไม่มีความสัมพันธ์กันในยุคที่การสื่อสารทำได้



เราพูดกันเยอะว่า เราจะสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีในด้านของประชาชนได้ยังไง
หลังเหตการณ์ในกัมพูขา
เราพูดกันแต่แล้วไม่มีอะไรเลย

และถ้าเราไม่เริ่มเองก็ต้องรอให้คนอื่นเริ่มอยู่ดี


ผมคิดว่า ในกระแสที่เริ่มมี ขวาใหม่ มีการเหมารวมเกลียดมาเลย์ ฯลฯ ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อภูมิภาคนี้ในอนาคต ภาคประชาชนไทย และ ใครที่ยังไม่บ้าจี้ตามนายกและบรรดาฝ่ายขวาหลงยุคไป

าควรจะเริ่มทำอะไรที่เป็นการความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง ภาคประชาชนในประเทศต่างๆ

คือน่าจะทำอะไรบ้างถึงจะไม่มาก เช่น เขียนจดหมาย เขียนการ์ด ลงชื่อ ส่งกำลังใจ ให้คนในมาเลเซีย และ ชาวสยาม(ขอใช้คำนี้)ทุกเชื้อชาติในภาคใต้ ที่ถูกน้ำท่วม
(แบบรวมๆ โดยไม่ต้องใช้ความเป็นรัฐชาติ หรือความเป็นชนชาติ-- หรือในนามของชาว south east asia ด้วยกัน หรือเพื่อร่วมโลกที่อยู่ใกล้กัน )

ช่วยกันแปลข่าวต่างๆ ให้เป็นภาษาไทย (ในมาเลย์น้ำท่วมหนักมาก แต่เราไม่ค่อยเห็นข่าว)


ฯลฯ

ในนามของภาคประชาชน หรือปัจเจกบุคคลเลย โดยไม่จำเป็นต้องทำในนามของรัฐบาล หรือความเป็นชนชาติ

(ช่วยบอกให้ คนอื่นๆทราบด้วยครับ )

Wednesday, May 18, 2005

เรื่อง Volunteer

http://thaingo.org/webboard/view.php?id=4317



ประเด็น : ถ้ามีคนมาVolunteer กับองค์กรท่าน ท่านจะทำยังไง ?

ผมเคยมีคนรู้จักทำงานในPIO มาถามว่า ช่วยคิดหน่อยว่า ถ้ามีใครมา Volunteer จะให้เขาทำอะไร

(จริงๆปฏิกียาแรกเลยคือรู้สึกว่า การถามว่า"ให้เขาทำอะไร" ก็เป็นแนวคิด แบบ อำนาจนิยม หน่อยๆ)สมัยใหม่ เขาไม่ทำกันแล้ว ลองอ่าน หนังสือการmanagement สมัยใหม่ อย่าง Fifth Discipline ดูแล้วกันครับ (ฮา)

เข้าเรื่องครับ

ผมก็เสนอไปอย่างนี้ครับ

สำคัญที่สุด

อย่าลืมว่าคนที่มาอาสาคือ คนที่ Curious จริงๆ และมีแนวโน้มและความเป็นไปได้ที่จะทำงานได้ดีกว่า คนประเภท "รุ่นน้องที่มหาลัย"(ขอให้ทำปากเบะๆ เวลาออกเสียง จะเข้าใจ feel ของผม)

ผมเสนอให้

1 กรณีคนเดียว

ขอบคุณเขา ที่มีกะใจมาช่วย และบอกว่า หน่วยงานคุณ มี Aim แบบนี้ ๆๆ ทำนั้นทำนี้ แล้ว ให้ เขาคิดเองว่าต้องการทำอะไร แล้ว พอเขาบอก หาทางทุกทางสนับสนุนให้เขาได้ทำ ไม่ใช่ ไอ้นั่น ก็ไม่ดี ไอ้นี้ก็ไม่ไหว

NGO เสียคนมีความสามารถและความตั้งใจไปเยอะจากเรื่องแบบนี้

2 มีมากกว่า 1 คน

ระดม คนที่เป็นอาสาสมัคร แล้ว บอก ข้อมูลอย่างที่ว่าในข้อ 1

แล้วร่วมประชุมคิดกับเขา ว่าจะทำอย่างไร พยามหาทางสนับสนุนเขา มากๆที่สุด

..........................................................................

แถมอีกนิด

ยกตัวอย่าง กิจกรรม ที่สามารถทำได้เลย ไม่ต้องใช้ทุน

ทางความคิด

เสนอให้เขาช่วย คิดเขียนสิ่งต่างๆลงในเนท ให้เขาช่วยเผยแพร่ Reproduce แนวคิด บทความต่างๆ ไปยังเวบที่เขาดู

ให้สร้างPublic Relation ผ่านเนท โดยให้คำแนะนำด้านท่าที และการเมืองบนเนท

(กิจกรรมแบบนี้ทำเป็นประจำยามมีเวลา ไม่ต้องเป็น eventเสมอไป นั่นมันยุคเก่า มีบ้างก็ดี แต่มีข้อจำกัดเยอะ)



ทางการจ้ดการ หรือสร้างแนวร่วม

อ้อ สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากและน่าจะทำ คือ สนับสนุน ให้อาสาสมัครที่มีความสนใจ เรื่องนั้นๆ Organize กลุ่มกันเอง ในทิศทาง แบบเดียวกันองค์กร ซึ่งอาจต่างกันในรายละเอียด ตามเป้าหมาย หรือความเห็นของเขา แล้วสนับสนุนเขาในทางความคิดและดำเนินการ ต่างๆ

เข้าใจว่าNatural Step ก็ใช้วิธีคล้ายๆอย่าง นี้ ในการสร้างเครือข่าย ที่ปัจจุบันเรารู้จักกันทั่วโลก

http://thaingo.org/webboard/view.php?id=5971

พจนานุกรมฉบับวัฒนธรรมไทย

http://thaingo.org/webboard/view.php?id=5086

กระทู้เก่าๆที่เคยเขียนไว้

http://thaingo.org/webboard/view.php?id=7469

http://thaingo.org/webboard/view.php?id=4954

http://thaingo.org/webboard/view.php?id=8408

http://thaingo.org/webboard/view.php?id=4954

เรื่องดีดี จากเวบบอร์ดthaingo

บทสัมภาษณ์ ชลิดาภรณ์.

http://thaingo.org/webboard/view.php?id=7154


เรื่องตลกที่ไม่ตลก: ความ Absurd ของการศึกษาไทย( จากเวบ มเที่ยงคืน )
สมชาย บำรุงวงศ์สมาชิกมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
http://thaingo.org/webboard/view.php?id=3955



คนจนผู้ทำงาน
คนจนผู้ทำงาน (จากบทบรรณาธิการ เรื่อง The Working Poor โดย ศ. ดร. Fred E. Foldvary บรรณาธิการอาวุโส The Progress Report - http
http://thaingo.org/webboard/view.php?id=9879


เหตุการณ์เมื่อวันที่ 21-22 กันยายน 2520 ที่นราธิวาสและยะลา หรือ เมื่อ “ฟ้าหญิง” 2 พระองค์ ทรงร้องเพลง “เราสู้” และ ในหลวง ทรงมีพระราชดำรัสถึงเพลง “เราสู้”
http://thaingo.org/webboard/view.php?id=5675

ว่าด้วยการปฏิรูปสื่อ [3] : นักดนตรีกับการ 'ปฏิรูปสื่อ' ภาค 1

กอปมาจาก

เนชั่น สุดปีที่ 12 ฉบับที่ 567 วันที่ 14 - 20 เม.ย. 2546

http://thaingo.org/webboard/view.php?id=7155

นักดนตรีกับการ 'ปฏิรูปสื่อ'

เทพชัย หย่อง

สัปดาห์ก่อนมีโอกาสได้นั่งลงคุยกับนักดนตรีกลุ่มหนึ่ง ถ้าใช้ภาษาในวงการก็ต้องบอกว่า เป็นนักดนตรี 'ไร้สังกัด'

ที่เรียกว่า 'ไร้สังกัด' ก็เพราะนักดนตรีกลุ่มนี้ไม่ได้รับใช้หรือถูกผูกมัดโดยค่ายเทปยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่ปั๊มสิ่งที่อ้างกันว่าเป็น 'ดนตรี' หรือ 'เพลง' ออกมาเป็นม้วนบ้าง เป็นแผ่นบ้างมายัดเยียดให้กับวัยรุ่นไทย

แถมยังไม่มีเส้นสายหรือเงินทองมากพอที่จะไปเหมาเวลาสถานีวิทยุโปรโมตดนตรีของตัวเองเหมือนบรรดาเจ้าของบริษัทเทปใหญ่ๆ ที่ยึดเอาคลื่นวิทยุและจอทีวีไปเป็นเครื่องมือส่งเสริมการขาย กรอกหูชาวบ้านตั้งแต่ตะวันขึ้นจนถึงตะวันตกดินอาทิตย์ละเจ็ดวัน

ความรู้สึกของนักดนตรี 'ไร้สังกัด' สมัยใหม่เหล่านี้ ก็ไม่แตกต่างไปจากความรู้สึกของนักแต่งเพลง หรือนักร้องเพลงไทยสากลที่ทุกวันนี้แทบหาที่ยืนในวงการไม่ได้

ทุกวันนี้จะแต่งเพลงได้ไพเราะ หรือมีความหมายลึกซึ้งแค่ไหน หรือจะร้องเพลงได้สุดทราบซึ้งกินใจแค่ไหน ก็ไม่มีทางสู้แรงโปรโมตของค่ายเทปได้

เพราะฉะนั้น เพลงที่มีเนื้อหาและมีความหมายก็จะได้ฟังเฉพาะในกลุ่มแคบๆ จะเรียกว่าเป็นเพลงของศิลปินอิสระหรือ 'อินดี้' ก็แล้วแต่

แต่ในขณะที่เพลงที่มีแต่ความมันแต่ไร้คุณค่าทางดนตรีอย่างสิ้นเชิงกลับมีเวทีให้อย่างไม่จำกัด ตั้งแต่คลื่นวิทยุระดับประเทศจนถึงระดับท้องถิ่น จอทีวีเกือบทุกช่อง และแผงเทปใกล้บ้านคุณเกือบทุกแผงทั่วประเทศ

น่าสมเพชที่วัยรุ่นบ้านเราทุกวันนี้แทบแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือ 'ดนตรี' และอะไรคือ 'ขยะดนตรี'

ก็ลองคิดดูสิครับ เด็กไทยสมัยใหม่จะเรียนรู้คุณค่าของดนตรีได้จากที่ไหน ถ้าทันทีที่ลืมตาดูโลกก็ได้ยินเสียงของนักร้องจากค่ายของ 'อาเฮีย' หรือ 'อากู๋' กรอกใส่หูเช้าจรดค่ำ

ไม่ต้องพูดถึงความสวยงามของเสียงเพลง หรือคุณค่าของดนตรี เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับนักร้องหรือนักแต่งเพลงของค่ายเทปพวกนี้ ขอเพียงให้นักร้องพอร้องเพลงเป็น มีเครื่องดนตรีประโคมให้พอมีเสียงโครมครามประกอบ ก็ถือว่านี่เป็นดนตรีแล้ว

เปิดกรอกหูคนฟังเช้ายันเย็นวันละสักห้าสิบรอบทางคลื่นวิทยุสักห้าสิบคลื่น เพลงจะห่วยหรือไม่ได้เรื่องแค่ไหน มันก็จะเพราะไปเอง จนวัยรุ่นต้องรีบแจ้นไปที่แผงเทปหาซื้อเก็บใส่กระเป๋าไว้ไม่ให้น้อยหน้าเพื่อน

ดนตรีได้กลายเป็นธุรกิจพันล้านที่ไม่มีที่ว่างสำหรับศิลปินที่มีความคิดหรือศิลปินที่แคร์ต่อคุณค่าทางดนตรี

ถ้าคุณแต่งเพลงหรือร้องเพลงให้สะใจวัยรุ่นไม่ได้ ก็อย่าได้คิดเลยที่จะเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจนี้

แม้แต่คลื่นวิทยุก็ไม่มีช่องว่างให้ เพราะเกือบทุกคลื่นถูกบรรดาค่ายเทป หรือนายหน้าค้าคลื่นความถี่เหมาเอาไปหมดแล้ว

นักดนตรีไร้สังกัดทั้งหลายก็อย่าได้หวังที่จะได้ยินเพลงของตัวเองตามคลื่นความถี่เหล่านี้เลย

ถ้าจะบอกว่านี่เป็นตัวอย่างของการผูกขาดคลื่นความถี่โดยกลุ่มนายหน้าหรือกลุ่มนายทุนก็คงไม่ผิด

คนที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เป็นเพียงแค่นักดนตรี 'ไร้สังกัดเท่านั้น' แต่รวมถึงนักจัดรายการทั่วประเทศที่มีความตั้งใจจะทำรายการดีๆ มีสาระ

นอกจากต้องถูกแรงกดดันจากกรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยราชการทั้งหลายที่เป็นเจ้าของคลื่นแล้ว ยังต้องถูกกลุ่มค่ายเทปแย่งเวลาหรือแย่งคลื่นวิทยุไปอีก

คลื่นวิทยุที่ควรจะเป็นช่องทางสำหรับการให้ความรู้ หรือข่าวสารที่มีประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ทุกวันนี้กลับกลายเป็นเครื่องมือทำมาหากินของทั้งหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่เป็นเจ้าของและบรรดาค่ายเทปเพลง

นักดนตรี 'ไร้สังกัด' ที่คุยด้วยวันนั้น และนักจัดรายการวิทยุต่างจังหวัดหลายกลุ่มที่เคยแลกเปลี่ยนความเห็นด้วย รู้สึกเจ็บปวดกับความไม่เป็นธรรมในการใช้คลื่นความถี่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่ก็จนด้วยปัญญาที่จะสู้กับนายทุนที่มีทั้งเงินและเส้นสาย

แต่การจะนั่งบ่น หรือคร่ำครวญเกี่ยวกับโชคชะตาโดยไม่ทำอะไรเลย ก็คงไม่ช่วยแก้ปัญหา

ไม่ว่าจะเป็นนักแต่งเพลงหรือนักดนตรี หรือนักจัดรายการทั้งหลาย จำเป็นต้องร่วมใจกันต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการใช้คลื่นความถี่

การปฏิรูปสื่อซึ่งเป็นประเด็นของการถกเถียงกันมาหลายปี เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะสร้างเป็นความธรรมในการใช้คลื่นความถี่ เป็นโอกาสที่จะทำลายการผูกขาดและทำให้คลื่นวิทยุและโทรทัศน์เป็นช่องทางในการให้ความรู้และสาระแก่คนในสังคมไทย

และยังจะเป็นช่องทางนำรายการบันเทิงที่มีคุณค่า (ที่ไม่ถูกกำหนดโดยค่ายเทปหรือค่ายละครที่มุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจ) สู่ผู้ฟังและผู้ชม

(ฉบับหน้าผมขอขยายความในเรื่องนี้ต่อ โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า การปฏิรูปสื่อไม่ใช่เป็นเรื่องของการทะเลาะกันระหว่างเจ้าของค่ายเทปค่ายละครกับเอ็นจีโอและคนข่าวเท่านั้น)



โดย : โดย เทพชัย หย่อง



นักดนตรีกับการปฏิรูปสื่อ (2)

จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม การปฏิรูปสื่อได้ถูกทำให้มีภาพว่าเป็นการทะเลาะกันระหว่างเจ้าของค่ายเทป-ค่ายละครฟากหนึ่งกับกลุ่มเอ็นจีโอและองค์กรสื่ออีกฟากหนึ่ง คนอื่นๆ ไม่เกี่ยว

ทั้งๆ ที่การปฏิรูปสื่อเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญและมีผลกระทบกว้างไกล และเกี่ยวข้องกับแทบทุกส่วนของสังคม

แต่ไม่รู้ว่าทำไมการปฏิรูปสื่อจึงถูกเจ้าของค่ายเทป-ค่ายละครและเจ้าของสัมปทานวิทยุ-ทีวี ประโคมข่าวจนกลายเป็นเรื่องของการแย่งที่นั่งในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือที่เรียกกันติดปากว่า 'กสช.'

จนชาวบ้านชาวช่องเข้าใจกันผิดไปหมดว่ามีการปฏิรูปสื่อ คือการมี กสช. เท่านั้น

ทั้งที่ความเป็นจริง คือ กสช. เป็นเพียงแค่กลไกหนึ่งของการปฏิรูปคลื่นความถี่เท่านั้น

แต่บังเอิญที่ผ่านมา เรื่องของ กสช. ถูกชูให้เป็นเวทีของการต่อสู้ระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ โดยมีเอ็นจีโอและองค์กรสื่อเข้ามาแทรก มันก็เลยโดดเด่นจนบดบังด้านอื่นๆ ของการปฏิรูป ที่ความจริงแล้วมีความสำคัญไม่แพ้กัน

ฉบับที่แล้วผมเขียนถึงการพบปะกับนักดนตรี 'ไร้สังกัด' กลุ่มหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจต่อภาวะการผูกขาดคลื่นความถี่ของกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่ม เป็นการผูกขาดที่ปิดกั้นโอกาสของนักดนตรีที่มีความคิดสร้างสรรค์แต่ไม่ยอมสยบให้กับค่ายเทปเพลงใหญ่ๆ

ทำไปทำมาเพลงที่ถูกใจวัยรุ่นแต่ไร้คุณค่าทางดนตรี คือสิ่งที่เจ้าของค่ายเทปทั้งหลายเปิดกรอกหูคนฟังเช้ายันเย็น

เช่นเดียวกับนักจัดรายการที่ต้องการสร้างสรรค์รายการวิทยุและทีวีที่มีคุณภาพ แต่ไม่มีทางได้เวลาออกอากาศ หรือคลื่นความถี่ เพราะไม่มีทั้งเส้นสายและเงินทองที่ต้องจ่ายใต้โต๊ะให้กับเจ้าคลื่นซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็เจ้าหน้าที่หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ

ความจริงที่แสนเจ็บปวดทุกวันนี้ คือคลื่นความถี่ทั้งหลายได้กลายเป็นเครื่องมือหากินทางธุรกิจ ลูกหลานของเราแทบจะไม่มีทางได้เรียนรู้อะไรที่มีคุณค่าต่อสมองหรือความคิดจากการฟังวิทยุหรือดูทีวีบ้านเรา

ยิ่งถ้าเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์หรือการศึกษาแล้ว ไม่ต้องพูดถึง เพราะวิทยุ-ทีวีบ้านเราถือว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ

เอาเวลาออกกาศไปเปิดเพลงให้วัยรุ่นฟังดีกว่า ช่วยโปรโมตยอดขายเทปตามแผงด้วยซ้ำ

หัวใจของการปฏิรูปคลื่นความถี่ คือการยุติการผูกขาดอย่างที่เป็นอย่างทุกวันนี้ และวางกฎกติกาใหม่เพื่อให้คลื่นวิทยุและทีวีถูกใช้เป็นช่องทางในการให้ความรู้ ให้สาระแก่คนทุกชนชั้น

นักดนตรีที่ไร้สังกัดแต่เต็มไปด้วยความสามารถและความคิดสร้างสรรค์จะได้มีโอกาสได้ยินเพลงของตัวเองออกอากาศ โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้ใคร หรือต้องฝืนใจแต่งเพลงตามแนวทางที่ค่ายเทปต้องการเพื่อเอาใจวัยรุ่น

รายการที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ หรือให้ความรู้ทางสังคมในด้านต่างๆ จะได้มีโอกาสอยู่บนแผงหน้าปัดวิทยุ

เพราะฉะนั้นการปฏิรูปสื่อเป็นมากกว่าการที่ใครได้เข้ายึดที่นั่งใน กสช. เพราะใครก็ตามที่ได้รับเลือกเข้ามาจำเป็นต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของการปฏิรูปสื่อ

ไม่ใช่เข้ามาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองหรือพรรคพวก เหมือนที่เจ้าของค่ายเทปยักษ์ใหญ่คนหนึ่งยอมรับก่อนหน้านี้

สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นจากนี้ไปก็คือ ตัวแทนของวงการต่างๆ (ไม่ใช่เฉพาะบันเทิงเหมือนที่ผ่านมา) ต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิในการกำหนดทิศทางการปฎิรูปสื่อ ไม่ควรปล่อยให้เจ้าของค่ายเทป-ค่ายละครไม่กี่คนพูดจาเสียงดังเสมือนหนึ่งเป็นคนที่มีอำนาจในการชี้ทิศทางการปฏิรูป

ขอให้รู้ไว้ด้วยนะครับว่า เขาไม่ได้ผลักดันการปฏิรูปสื่อเพื่อให้ 'อาเฮีย' หรือ 'อากู๋' หรือเจ้าของสัมปทานคลื่นวิทยุ-โทรทัศน์รวยขึ้นด้วยการผูกขาดต่อไป

แม้แต่นักดนตรีไร้สังกัดที่ต้องดิ้นรนหาเวทีเพื่องานสร้างสรรค์ ก็มีสิทธิเหมือนนายทุนทั้งหลายในการเรียกร้องขอมีส่วนในการปฏิรูปสื่อ





โดย : โดย เทพชัย หย่อง


ความคิดเห็นที่: 2 ลิขสิทธิ์เปิดเพลงทางวิทยุผลกระทบวิทยุชุมชน!

ขณะนี้ค่ายเพลง แกรมมี่ กำลังเตรียมความพร้อมเรื่งการปูพรมตรวจสอบการเปิดเพลงของค่ายฯ เพื่อพิจารณาจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เปิดเพลงทางรายการวิทยุ เริ่มต้นที่ กทม.-เขตปริมณฑล ที่น่าสนใจคือ ทางแกรมมี่ได้เจรจากับค่ายต่าง ๆ ทั้งวิทยุของ RS BEC ฯลฯ ทุกค่ายยินดีจ่าย และเตรียมเก็บด้วยเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่คลื่นวิทยุต่าง ๆ ของแกรมมี่เอง ก็ต้องจ่ายเช่นกัน...ทั้งนี้คาดว่าไม่น่าจะเกิน1-2เดือนนี้เริ่มเก็บแต่ โดยพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์การเปิดเพลงของค่าย / เวลาในการเปิดเพลงทั้งหมด แล้วคิดเป็นค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งไม่ได้มีเกณฑ์ของการพิจารณารายได้สถานีวิทยุมาประกอบ ข้อนี้นี่เองที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อ วิทยุชุมชน ที่นิยมเปิดเพลงตลาดของแต่ละค่าย เพราะอย่าลืมว่า กฎหมายของวิทยุชุมชนยังไม่มีการออกมารองรับ และที่สำคัญประเด็นของรายได้สถานีไม่ได้มาส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณา แม้จะบอกว่าวัตถุประสงค์วิทยุชุมชนจะจัดโดยไม่ได้หวังผลทางธุรกิจก็ตามที....แล้วทุกท่านคิดอย่างไร มีข้อมูลใดที่เกี่ยวข้อง ชวนเชิญมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้!

http://thaingo.org/webboard/view.php?id=6835

ทำไม Conservatives กับ Socialists มองโลกต่างกัน?

อย่าลืมว่ามีโลกอยู่สามโลก คือ โลกของฉัน โลกของเธอ และโลกของเรา



เรื่องของโลกทัศน์ : ทำไม Conservative กับ Socialismมองโลกต่างกัน?

d r e a m

ประเด็นคือ ผมคิดว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจมากกว่า ทำไม เสรีนิยมกับสังคมนิยม มองโลกต่างกันเพราะอะไรหรือ

ถ้าถามให้เจาะจงขึ้นไปอีก อะไรเป็น กระบวนการในการสร้าง "ข้ออ้างอิง" หรือ reference ของ คนที่มีแนวคิดแบบนี้

อะไรเป็น"กรอบความคิด" วิธีการประมวลข้อมูล (หรือ กระบวนการทางควงามคิด approch ปรากฎการณ์ต่างๆ) หรือ "โลกทัศน์" แบบ ที่ต่างกันออกไป



อย่างนึงที่สำคัญในการพิจารณาเรื่องนี้ คือ ทำไมสำหรับบางคน โลกมันง่ายนัก โลกมันเป็นสีดำหรือขาว ได้อย่างนั้นจริงหรือ

ถ้าอย่างนั้น โลกนี้คงไม่มีปัญหาอะไรแล้วมั้ง(แน่นอนพวกนี้จะบอกว่าเพราะคนมันไม่มีคุณสมบัติอย่างนี้นอย่างนี้ หรือพูดง่ายๆ ถ้าจะสรุปก็คือ ก็คือ ต้องบังคับให้คนเป้นอย่างเค้าหรือทำตามมาตรฐานของเค้า นั่นหละ )



# [ประเด็นแรก : โลกทัศน์ ___ เอาตัวเองเป็นหลัก หรือเอาความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นหลัก ]

เราจะมามุ่งไปที่ พวก ที่เรียกว่า คอนเซอร์เวทีพ หรือ อนุรักษ์นิยมกันก่อน



เอาล่ะ คือ ผมคิดว่า สิ่งที่ สร้าง ความแตกต่างที่ชัดๆระหว่าง conservatist กับพวก ซ้าย ทั้งหลาย

คือ วิธีการ มองปัญหา ที่ Individual - centered กับ Structural-centerd

พวกที่ใช้ individual approch ในการดีลกับปัญหา หรือ สร้างกรอบในการมองจากความ เชื่อว่า มันเป็นเรื่องของปัจเจก ก็มักจะพยายามแก้ที่ตัวคน หรือให้น้ำหนักไปที่การแก้หรือเปลี่ยนแปลง"ตัวบุคคล" [ note: ในเวบนี้ก็มี สังเกตเวลามีปัญหานี่ หลายคนมักจะเรียกร้องให้ คนนั้นเปลี่ยนคนนี้เปลี่ยน แทนที่จะแก้ด้วยวิธีอื่น เช่น หาคนมาเพิ่ม หรือ contribute เนิ้อหาเข้ามาเอง เพื่อเปลี่ยน หรือถ่วงน้ำหนักของเนื้อหาทั้งหมด เหอๆๆ ]

ประเด็นที่คอนเฟิร์ม ความเชื่อของ คอนเซอเวทีพ คือ ในเชิง pratical หรือ How to ทั้งหลาย นี่ คือ

"คนที่ยอมรับระบบแล้วพยายาม ปรับตัวให้เข้าระบบ ก็จะ ประสบความสำเร็จในระบบเดิมๆกว่า และจากประสบการณ์นั้นก็สร้างความเชื่อขึ้นมาว่าทัศนคติที่ตังเองใช้น่ะมันถูกแล้ว คนอื่นถ้าคิดตาม ทำตามตัวเองก็ จะทำได้เหมือนๆกับตัวเอง

ซึ่งการยอมรับระบบ หรือ อีกนัยหนึ่ง เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ( to be a conservatist ) ก็คือ การ เปลี่ยน ความเชื่อของตัวเองให้ เข้ากันได้กับระบบ คือ "ไม่เปลี่ยนระบบ"(not abou to reform,revolute)ด้วยสารพัดเหตุผล เพราะมันยาก ฯลฯ แต่ปรับตัวเองให้เป็น"ผู้เล่นคนนึง"ในระบบ[ที่พวก Left ทั้งหลาย บอกว่า "ไม่ยุติธรรม]"

และสิ่งนึงที่อาจจะเพิ่ม พลัง ในการตัดสินใจของปัจเจก คือ การ สร้าง ข้อ อ้างอิง แบบเด็ดขาด[ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผลก็ได้] หรือ บังคับตัวเอง โดยมี "ความเชื่อหลัก" บางอย่าง[ซึ่งอาจจะให้พลังกับตัวผู้คิด แต่เป็นสิ่งที่มีปัญหา หรือไม่เหตุเป็นผล ในการใช้อธิบายอะไรบางอย่างหรือใช้อ้างอิงสิ่งที่กว้างกว่าประสบการณ์ตัวเอง]เป็นแกนในการ ทำความเข้าใจโลก

ความเชื่อพวกนี้ มันสร้าง พลัง สำหรับปัจเจกได้จริง แน่นอน

คือ คุณอาจจะสร้างเรื่องโกหก หรือ นิยาย ขึ้นมาก็ยังได้ สำหรับเป็น แกนทางความคิด และมันก็สามารถเป็นสิ่งที่มีพลัง ทางความคิด สำหรับปัจเจก ในการดำเนินกิจกรรม ทางเศรษฐกิจหรือสังคมได้ และในหลายๆกรณีมันก็ถูกใช้เพื่อ ไกล่เกลี่ย สร้างความรู้สึกยอมรับระบบเดิมไปด้วย

เอาล่ะ ! ในขณะที่คนส่วนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในระบบ คิดอย่างนี้ แต่คนอีกส่วนหนึ่ง ที่อาจจะเป็นส่วนใหญ่ "ที่ไม่ได้คิดอย่างนั้น"หรือแม้แต่ว่า อาจจะคิด แต่ไม่มีความตั้งใจอย่าแรง หรือมี ปัจจัยความพร้อมเท่ากับคนพวกนั้น ก็จะไปไม่ถึงจุดที่สามารถเป็นผู้ชนะในระบบจนมามีเสียงได้ [โน้ท : ซึ่งก็อาจมี memes ทางศาสนา ซัพพอร์ท ประมาณว่า " วาสนาเรามันไม่ถึง"]

เพราะฉะนั้นคนที่ได้พูดได้เขียน หรือ เป็นต้นแบบ หรือมีอำนาจ คือคนที่ประสบความสำเร็จส่วนน้อย ซึ่งก็เป็นคนที่มีอิทธิพลทางความคิด ต่อสังคมในทางเศรษฐกิจ และ ความคิด ต่อไป [โน้ท : ตัวอย่างนึงคือ ถ้าจำไม่ผิด สถิติ โครงการส่งเสริม SME ของไทย มีคนประสบความสำเร็จประมาณ 20 % ส่วนอีก 80 % ล้มเหลว ]

ซึ่งคนกลุ่มนี้ ในที่สุด ก็มาเป็นคนที่มีอิทธิพล ทั้งทางความคิดต่อสังคม และในทางเศรษฐกิจ และ ความคิด ต่อไป หรือถ้าจะพูดให้ตรงกับลักษณะของประเทศนี้ ก็คือ มาเป็น player หลักใน ระบบอุปถัมภ์ในประเทศนี้

คือ อีกนัยหนึ่ง ด้วยความเชื่อที่ว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องของพฤติกรรมของปัจเจก โดยไม่เกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่าง "ปัจเจกกับสังคม" หรือ อิทธิพลจากสังคม ที่มีต่อปัจเจก เพราะฉะนั้นพวกนี้ ก็จะมุ่งไปในการ ปรับเปลี่ยน ความคิด ของคน"อื่น" มากกว่า การที่จะ พยายาม เปลี่ยน โครงสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างคนโดยการเปลี่ยน กฎ หรือ การเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ ที่มุ่งไปยังความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างคนหมู๋มาก หรือ แบบอื่นๆ ที่ไม่ได้เน้นไปในด้าน ของการ บังคับ ตัวบุคคล หรือ ใช้ มุมมอง แบบ individual approch ในการแก้ปัญหา

แต่ปัญหาคือ แทนที่จำกัดมันเอาไว้ เฉพาะ ในโลกทางความคิดหรือ ในการจัดการชีวิตส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่ หลายคนเอาวิธีความเคยชินแบบนี้ ไปใช้เป็น แม่แบบ ในการพยายาม อธิบาย สังคมและสร้างโมเดลสำหรับการ จัดการสังคมด้วย คือเอา กรอบที่ใช้ได้สำหรับ ความสัมพันธ์ในขอบเขตเล็กที่ไม่ซับซ้อนของตัวเอง ไปใช้อธิบายความสัมพันธ์ทางสังคม ที่ซับซ้อนกว่า (ซึ่ง -ในความเห็นส่วนตัว มัน irrelevent และ "บ้ามาก")

มีข้อสังเกตอย่างนึงคือในระดับปรากฎการณ์ คำพูดติดปาก ของพวก conservative อย่างนึงคือ มันต้องแก้ที่คนนี่ พวกที่ชอบพูดอย่างนี้ หรือ คล้ายๆอย่างนี้ ไม่มีใคร ที่สามารถ อธิบายความสัมพันธ์ระดับที่กว้างเกินไปจากประสบการณ์ตัวเอง พวกนี้มักจะให้ ข้อมูลอ้างอิงจาก ประสบการณ์จริงของตัวเองแล้ว "เหมา"ว่า ทั้งโลกเป็นอย่างนี้นด้วย ซึ่งคุณจะเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้มากมาย ทางเน็ท ทางวิทยุ ทางงงงงง..... ฯลฯ

ความเชือ และ ความคิดที่เป็น พื้นฐานให้ AUTHORITARIANISM & ABSOLUTISM

เอาล่ะ ผมพยาม ที่จะตอบคำถามที่ว่า อะไร เป็น ฐาน ให้กับ ABSOLUTISM หรือทำไม คนไทย ให้ความชอบธรรมกับ ABSOLUTISM

โดยได้ให้ความสำคัญไป ในทาง การวิเคราะห์ความคิด หรือMentality แบบ คนไทย(1)
โดยยกตัวอย่าง ฝ่ายซ้ายเดิม NGO และนายก [-_-] คนปัจจุบัน ขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา


ผมรู้สึกว่าว่าฝ่ายซ้ายเดิม (ฝ่ายขวาด้วย) หรือว่าเอีนจีโอปัจจุบันบางส่วน (ย้ำ แค่บางส่วน)และรวมถึง นายกคนปํจจุบัน หรือ คนใหญ่โตในอดีต ด้วยมักจะทำเหมือนกับว่า ตัวเอง กำลังเป็นตัวแทนของ"แนวคิด"หรือ"อุดมคติ"ที่"ถูกต้องอย่างแท้จริง"(คือมีแนวโน้มจะแนวคิดที่คล้ายๆกับ Determinism* )

และ มีภารกิจทางศีลฑรรมที่ยิ่งใหญ่(จากการที่ พยายามขับเคลื่อน แนวคิดอันนั้น ให้เกิดขึ้นจริง)

ซึ่งทำให้ตัวเองมี หรือได้รับ ความชอบธรรมทางจริยธรรม อันนี้เนื่องมาจาก"ความสำคัญ"และ"ความชอบธรรม"ของภารกิจทางศีลธรรมที่ต้วเองกำลังทำอยู่(2)



ซึ่งก็นำไปสู่อาการไม่ฟังใครหน้าไหนทั้งสิ้น เพราะคนอื่น "ล้มเหลวทางศีลธรรม" "พิการทางภูมิป้ญญา" (ฮา-ฟ้งดูคุ้นๆไหม?)

หรือ"ถูกมอมเมาจากรัฐ สื่อ และ ทุนนิยม "
(ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่ไม่น่า หรือไม่ควร จะถือเป็นอะไรที่มากเกินไปกว่า HYPOTHESIS [สมมุติฐาน] ในการวิเคราะห็
แต่หลายคน "พูด"เหมือนกับว่า มัน เป็นTRUTHยังงั้นเลย )


แต่ที่แย่ก็คือ การตัดสิน หรือ ดูถูก ทำนองนี้มันก็นำไปสู่พฤติกรรมแบบที่เรียกว่า "[แนวทาง]กูเท่านั้นที่ถูก"
แล้วความคิด หรือปฏิกิริยา ที่ตามมาก็คือ
เมื่อเราทำสิ่งที่ถูกต้องอ่ะนะ ก็ไม่ต้องสนใจว่าใครจะคิดยังไง
(สาธุ ! พวกนี้ น่าจะไปอยู่วัดมากกว่า เพราะคนในวงการศาสนาชอบ พูด อะไรคล้ายๆแบบนี้ )


(ซึ่ง มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่ทักษิณ(หรือคนที่เชียร์เขา) คงจะรู้สึกอยู่ตอนนี้ (ผมเดานะ)ว่า กู(หรือเขา) กำลังช่วยชาติแก้ปัญหาใหญ่ [แบบบูรณาการด้วย] มึงมา ยุ่งอะไรกับกู [วะ] )(3)


พอจะมองเห็นมั๊ยครับว่า ลักษณะกลไกทางความคิดแบบนี้นั้นนำไปสู่อะไรที่เหมือนๆกัน ระหว่างฝ่ายที่ถูกระบุว่าต่างกัน


นั่นก็คือ AUTHORITHARIANISM หรือ ความเป็นเผด็จการ (ในทางความคิด) [4]

บนพื้นฐานของการอ้างความชอบธรรมทางศีลธรรม ด้วย big Word
(การปฎิวัติ ,ช่วยชาติ,การต่อสู้ทางชนชั้น, กู้วิกฤต,พัฒนา สารพัดแหละ )

และวิธีการคิดที่ว่า ถ้าขอบเขตหรือเป้าหมายเชิงปริมาณใคร"ขนาด"ใหญ่กว่า ช่วยคน"ส่วนใหญ่"ได้มากกว่า หรือ สร้างผลกระทบได้มากกว่า

และ / หรือมีเป้าหมายเชิงอุดมการณ์อันสูงส่ง แบบ"เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ " "เพื่อประชาชน"
ก็มีความชอบธรรมมากกว่าแล้วในการกำหนด agenda หรือ นโยบาย ทางสังคมโดยไม่สนใจ

หรือ ตัดสิน อีกฝ่ายที่ไม่คิดเหมือนกันว่า "ด้อยกว่าเชิงศีลธรรม" "โง่" (NGOโง่!!) หรือบางครั้งรวมถึง level of being ต่ำกว่า (เช่น อัปปรียชนนักเลือกตั้ง, พวกขายชาติ , ) ด้วย

ดังนั้น เสียงของคน(ที่ด้อยกว่า)เหล่านั้น จึงไม่มีความหมาย


ซึ่งผม "อนุมาน" ว่า ความคิด"ชุด"นี้ เป็น base ของ ABSOLUTISM ในลักษณะทำนองนี้

เพราะว่า มี "ความถูกต้องแท้จริง"(Determinative Truth หรือ Law ใน ภาษา science)

ก็สามามารถมี ผู้รู้ที่(Authority)[5] ที่ทำสิ่งที่ถูกอย่างแท้จริง

และก็สามารถ ให้อำนาจทั้งมวล(Absolute Power) กับ เขา หรือระบบ ของเขาได้




------------------------------------------

ขยายความ ผมพยามแปลให้ตรงความหมายที่สุด อาจดีไม่ดี ติติงกันได้

AUTHORITARIANISM อำนาจนิยม , ผมแปลว่า - อำนาจนิยมแบบเน้นตัวบุคคล

ABSOLUTISMรวบอำนาจเป็ดเสร็จ, เผด็จการ

*DETERMINISM แปลว่า มีความจริงแน่นอนในธรรมชาติ ( ซึ่ง "ถูกกำหนด"ไว้ก่อนไม่เกี่ยวกับ จิตสำนึกมนุษย์ ) และ ระบุเป็นกฎ(Law)ได้ ทำนาย และควบคุม ได้ ถ้ารู้ องค์ประกอบหรือปัจจัย ทั้งหมด และอีกอย่างหนึ่งคือ ความเชื่อใน"ความถูกต้อง อย่าง แท้จริง" ว่ามี อยู่

ขยายความ

(1)แปลว่ายังมีปัจจัยด้านอื่นอีกที่ไม่ได้เขียน

(2)ถ้าวิเคราะห์แบบ Freud อันนี้ก็เป็น Super Ego แบบหนึ่ง

[3] เดี๋ยวนี้ผมชักรู้สึกว่า ทักษิณเป็น "ไ ท ย รั ก ทุ น " เต็มตัว อ้อไทยรักททุนไ ท ย (ชาตินิยมใหม่) รั ก (นาย) ทุน (ไทย) 55555

(4) ใช้Hypothesis ว่า ถ้าไม่มี ใน ทางความคิด ก็ไม่สามารถ สร้างเป็นการปฏิบัติได้

(5) คำนี้ เหมาะมาก เพราะมันมีความหมายว่า "ผู้รู้"และมีความหมายว่า"ผู้มีอำนาจ" ด้วย

Wednesday, April 27, 2005

Copy LEFT is NOT COPy right !!!

ที่จริงไม่ใช่ทุกคนที่พอใจ กับ รูปแบบ ลิขสิท แบบ ปัจจุบัน
หลายคนมองว่านี่เป็นแนวคิดที่ไม่สร้างสรรค์
ที่ในที่สุด บริษัทใหญ่ๆสามารถ จะผูกขาดการคิดค้นต่างๆได้หมดโดยการซื้อ ลิขสิทธิขาด
อย่างวงการเพลงทุกวันนี้ก็เห็นๆอยู่ แหม แต่ละคนอ้างเรื่อง คุณธรรม (!) ความถูกต้อง กันปากมันแผล็บ (ฮา)

open source ไม่ใช่มีเฉพาะในวงการ คอม อย่างเดียว
ในวงการศิลปะ
และแม้แต่ การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ ก็มีคนที่เลือกที่จะให้สิ่งที่ตังเองทำเป็น Free ในความหมายของ การนำไปใช้ได้อย่างอิสระ
และไม่ยอมให้บางคน บางกลุ่มผูกขาด

กลุ่มที่ สนับสนุนเรื่องนี้ และแอนตีการผูกขาด และ patent pending และ กฎหมาย copyright ปัจจุบัน อย่าง เช่น GNU

ไม่ใช่แต่คนเขียนโปรแกรม แต่ เดี๋ยวนี้ ศิลปิน หลายๆคนก็เผยแพร่งานในแบบ copyleft
และมีเว็บอย่าง creativecommons ก็เป็นเว็บที่ สนับสนุน ในเรื่องของ opensource, free หรือ limit copyright

ลิขสิทธิในแบบ อื่นที่ไม่ใช่ All right reserved
แต่เป็ฯ "Some" Right reserved


อย่างเช่น เอาผลงานไปใช้ได้โดย ผู้ที่นำไปใช้ ี่ต้องยอมให้ผู้อื่นนำงานที่ตัวเองสร้างขึ้นจากวัตถุดิบชิ้นแรกนั้นไปใช้ได้ด้วย
หรือ ให้นำไปใช้ได้ในกรณีไม่แสวงหาผลกำไร ฯลฯ

ดูรายละเอียดได้ที่

http://creativecommons.org

http://gnu.org

Monday, February 14, 2005

*** " คำถาม " เกี่ยวกับ "ความรัก" Question on Love & LOVE & lOvE *** # Part 1

(พิมครั้งแรกใน Questionmark กุมภา 2548)




Oh ! my love,

for the first time in my life.

My eyes so wide open.


Oh my love by John Lennon


intro :

ครั้งแรกที่คิดว่า จะพูดเกี่ยวกับเรื่องความรัก ก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะพูดแบบไหนดี ?
แต่พอมาคิดๆดู คนเขียนรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า นี่เป็นหนังสือ ชื่อ ... ?? ..questionmark ..?? ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เพื่อตั้งคำถามใหม่ๆ และ เราอนุมานว่า คนอ่านคงไม่ต้องการคำตอบสำเร็จรูป และไม่น่าจะเป็นการดีที่จะมา"เล่า"สิ่งที่คนเขียนคิดอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเอง คนเขียนคิดว่า สิ่งเดียวที่ เขาพอจะทำได้ ในงานเขียนสั้นๆชิ้นนี้คือ การพยายามตั้งคำถามเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆของสิ่งที่เราเรียกว่าความรัก

ซึ่งอันที่จริงในแง่การวิเคราะห์ ประเด็นที่เป็นนามธรรม มีความหมายกว้าง และ มีความไม่คงเส้นคงวาในแง่ของนิยาม อย่างเรื่องนี้ พอจะ มีวิธีอยู่สองวิธี(ในหลาย ๆ วิธี)ของการวิเคราะห์ ที่คนเขียนนึกออก

วิธีแรก คือ เราสามารถ พูดถึง "ความรัก" ในความหมายหลายๆแบบที่คนทั่วไปใช้กัน...
หรือ อีกอย่างหนึ่งคือ จำกัดการพูดถึงความรัก ในนิยามๆเดียวหรือแง่มุมเดียว เพื่อ ลดขอบเขตให้ชัดเจน เจาะลึกในแต่ละกรณี

ในที่นี้ เพื่อให้เป็นการเปิดประเด็นกว้างๆ ขอเลือกแบบแรกก่อน.....
โดยจะมีแบบที่สองประปรายในส่วนย่อยๆ



คำถาม/ ข้อสังเกตเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ความรัก


ขอเริ่มจากคำถามกับสิ่งที่เราน่าจะรู้สึกว่าธรรมดาๆ ที่สุด จนอาจจะมองข้ามมันไป คือ


"ความรัก ของเรา"



ประเด็นแรก คือ เวลาเราพูดว่า 'ความรักของเรา' มันเป็นของเรายังไงเหรอ ?


➔ ทำไมความรักกลายเป็น 'ของเรา' ไปได้

➔ เป็นไปได้ไหมที่ความรักจะไม่เป็นของเรา ?

➔ แล้วสิ่งที่เรารักเป็น"ของเรา"หรือเปล่า ? ถ้าเป็น..เป็นยังไง, ถ้าไม่เป็นไม่เป็นยังไง ?



ประเด็น ที่ 2 คือ

➔แล้วทำไมเราถึงรู้สึกว่า เรา "ต้องรักใครบางคน" ซึ่งไม่ใช่ทุกคน หรือต้องจำกัดสิ่งที่เรียกว่าการแสดงความรักไว้กับ"ใครบางคน" ?


ซึ่งจะว่าไปแล้ว ความคิดแบบนี้เป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งที่คอยรีโปรดิวซ์คอนเซปท์ โรแมนตี๊กกกก.. โรแมนติกกก.. (มันอาจจะได้รับชื่อที่สวยหรู ) อย่างเรื่อง "รักแท้" อะไรทำนองนั้น ที่เราคุ้นเคยกันดี
...but, isn't it real la ?

และเรื่องโรแมนติก-หวานแหวว ที่แสนจะลึกลับและซาบซึ้งอย่าง "โซลเมท" อะไรแบบนั้น.... Wow !!! ....

แบบว่า....เราจะรักกันทุกๆชาติไป --โอย หวานมากกกกกกกกๆๆๆๆ(ไม่อยากจะบอกว่าแม้แต่ผมยังอยากรู้สึกอย่างนั้นเลยว่ะ..อิอิ)

เอาล่ะ เพราะว่าเราไม่ใช่ โจ มณฑาณี หรืออะไรคล้ายๆแบบนั้น เพราะงั้น สิ่งที่เราจะพูดหรือค้นหาร่วมกันคือ ความรู้สึกที่ว่านี้ มันเป็น"ธรรมชาติ" หรือเปล่า ? ;

คือ เป็นอะไรที่..แบบว่า..เป็นเนื้อแท้ของมนุษย์ อย่างที่พวกนักเขียนนิยามยุงชุม(หรือพูดแบบตรงๆคือ--น้ำเน่า) อย่าง ทมยันตี หรืออะไรประเภทนั้นชอบบอกเราในนิยายหรือเปล่า, หรือ เป็น "โซเชียลคอนสตรัคชั่น" อย่างหนึ่ง [1]

[ดู รายละเอียดได้ใน http://en.wikipedia.org/wiki/Social_construct
หรอหาคำๆนี้ในเน็ท ]

ปัญหานี้นำเรามาสู่ทางเลือก 2อย่าง คือ

ถ้าเราคิดว่า ความรู้สึก ทัศนคติ เรื่องนี้ เป็น ธรรมชาติ เป็น essentiality (ลักษณะที่เป็น ธาตุแท้/เนื้อแท้ ..ฯลฯ ) of wo/mankind เรื่องนี้จบ..... เอนด์ อัพ แฮปปี้เอนดิ้งมั่กมั่ก.. เรยย !


แต่ถ้าไม่ใช่ ?..อืม

และเราสงสัยว่า ว่า เป็นโซเชียล คอนสตรัคฯ
และเราต้องการที่จะตรวจสอบว่า มันเป็นอย่างนั้นจริงๆหรือไม่แล้วล่ะก็

เราอาจจะต้องตั้งคำถามว่า.. ถ้าไม่นับความรู้สึก ผูกพัน ความอบอุ่นที่ได้จากการมีความรู้สึกรัก ซึ่ง(คนเขียนเชื่อว่า)น่าจะเป็นความรู้สึกสากล นอกจากกรณีนั้น มนุษย์ให้ค่าของความรักต่างกันหรือไม่ถ้าเขาอยู่ในวัฒนธรรมที่ต่างกัน (...ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบคือใช่... และมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ)
หรือมีสิ่งที่ขวางกั้นความรักที่เกิดจาก กระบวนการสร้างคัลเจอร์(Culturalization) ในที่ต่างๆหรือไม่

ถ้าเราสงสัยว่านี่เป็น โซเชียลคอนสตรัคฯและลอง ผลักสมมุติฐานนี้ออกไป ....
เราอาจตั้งคำถามได้ว่า อะไรเป็น ส่วนประกอบของคอนเซ็ปท์ชุดนี้ แล้วมันมี กระบวนการสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่(reproduction)ยังไง ?
และ รูปแบบ เหล่านี้ มัน ผลิตตัวเองผ่านกระบวนการอะไร มีอะไรเป็น mediater (สิ่งที่มีบทบาทเป็นตัวกลาง) บ้าง ?


และทำไมสิ่งที่เรียกว่า ความรัก ไม่นำเราไปสู่ สันติภาพ



"อินดิวิดวลเลิฟ"
"รักของฉัน และ รักของเธอ"


ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่เราสามารถเห็นได้ชัดเจนคือ ความรักถูกทำให้เป็น เรื่องของ ปัจเจก (เราสองคน หรือมากกว่า) หรือเรื่องของ "กลุ่ม'ที่ประกอบด้วยปัจเจกหลายๆคน' ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ทับซ้อนกัน" i.e. บางคนจะรักกันต้องคิดถึงครอบครัว / ครอบครัวเราจะเข้ากันได้ไหม ฯลฯ

แน่นอนสิ่งเหล่านี้/ความคิดแบบนี้ ทำให้บางอย่าง'หายไป' [2]
คืออะไรที่มากกว่า "ของฉัน" มัน หายไปหมด


ซึ่งคำถาม ที่ตามมาในประเด็นนี้คือ คือ
สิ่งที่ ไม่ใช่ 'ของฉัน' อย่าง "สังคม" เป็นอะไรที่มีตัวตนไหม

หรือมนุษย์ในฐานะ เป็นกลุ่ม มีอะไรที่เป็นตัวตนไหม

ถ้ามี มันมีผลแค่ไหนกับชีวิตเรา
และทำไมมันถึงหายไปจาก คอนเซปท์เรื่องรัก ในยุคสมัยต่างๆ
และ ถึงที่สุด มีอะไรขวางกั้นเราจากความรักในสิ่งเหล่านี้
ถ้าเรารักมนุษย์หรือสังคม โลกนี้จะเปลี่ยนไปไหม ?
เราสามารถ "รัก"สิ่งเหล่านี้ได้ไหม ในแบบไหน ยังไง ?



และ คำถามที่สอง ในกรณีนี้คือ กระบวนการทำให้ ความรักกลายเป็นของเรามัน เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ?

[To be continue]

__________________________________________
Footnotes

[1] Social Construction เป็นแนวคิดที่เสนอว่า หลายอย่าง ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าเป็นประดิษฐ์ทางสังคมวัฒนธรรมและที่เชื่อว่าเป็นธรรมชาติ อย่างความเป็นชายหญิง ความเชื่อในเรื่องต่าง ขนบธรรมเนียมประเพณีไม่ใช่เป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เป็น Constructionทางวัฒนธรรมผ่านกระบวนการ Socialization
ดูเพิ่มเติมใน เพศกับความรัก continuum ฯลฯ บทสัมภาษณ์ ชลิดาภรณ์ ใน
http://thaingo.org/webboard/view.php?id=7154



[2] ที่จริง การที่คอนเซปท์ อย่างหนึ่ง บดบัง คอนเซปท์อีกอย่างหนึ่ง เป็นเรื่องธรรมดา
แต่ปัญหา ของกรณีนี้คือ การให้ความสำคัญกับเรื่องต่างๆในวัฒนธรรมหลายที่ subject เล็กๆอย่าง ปัจเจก / ครอบครัว ในฐานะความจริง (ที่มากกว่าเชิงกายภาพ แต่รวมถึงเชิง ethics เชิง morality ด้วย) ได้รับการให้ความสำคัญไม่ใช่ในระดับธรรมดาแต่มากจนแทบจะบดบังอย่างอื่นหมดเลย

Sunday, October 10, 2004

เอนด์ ออฟ ลาบบอาวุโฉ

ถ้าเราเชื่อว่าระบบอวุโสมังม่ายเด และถ้าถ้าเราตั้งคำถามว่า เราจะยุติ ระะบบอาวุโสลงได้อย่างไร ราวจาต้างคามถามว่า
1 เกี่ยวกับไรบ้าง
มีอะไรบ้างที่เราจะต้องทำถ้าต้องการทำลายระะบบอาวุโส
ภาษา การเคารพ ที่ใช้อายุ ความเก๋า เป็นเกณ ลักษณะ สรรพนาม


เคารพ ที่ต่างออกไปด้วยสรรพนาม

(ยังมีต่อ)


ความซับซ้อนของการลงโทษ

ถ้าใครบางคนพูดว่า พ่อแม่ผมเป็นคนที่เหี้ย จริงๆ พูดในแง่ตัวบุคคลนะ
หลายคนจะต้องทนไม่ได้ ทำไมล่ะ
พูดแบบpshycho analysis คือมัน ถูกข่มขู่จนปป็นโปรแกรม ผ่านการลงโทษ จริงๆ กลัวว่ามันจะถูกลงโทษล่ะสิถ้ามัน พูดแบบนี้

มันก็เลยปกป้องตัวเองด้วยการ ลงโทษคนอื่น และที่ทำแบบนี้ เพื่อ ขู่จริงๆแล้วก็เพือขู่ตัวเอง ใช่ขู่ตัวเอง ก่อน โดยใช้ตนอื่นเป็นวัตถุ

/การลงโทษคนอื่นมีที่มาจาก การลงโทษตัวเองในทางความคิด / จากกประสบการณ์ การตกเป็นเหยื่อจริงๆมาก่อน

ก็ปกป้องตัวเองโดยการบอกว่า อันนี้มันผิด ดังนั้นก็พยามสร้างการลลงโทษให้เห็นๆ ลงโทษ ด้วยการ ลงโทษคนอื่น ไม่ต้องตระหนักว่า คนอื่นก็เหมือนมึงนั่นแหละ ไม่คร์ความเจ็บปวดของคนอื่นนอกจากตัวเองเช่นกัน

อาชญากร และพวกเชียร์ให้ลงโทษอาชญากร คือ คนแบบเดียวกัน !!!! แน่นอนที่สุด +++

สิ่งเหล่านี้สนับสนุนการ รักษาความเลวเพราะ เรา ยอมรับความเลวถ้ามันcommit โดยสถาบันบางอย่าง ครอบครัว เจ้า คนมีอำนาจ

ยืนยัน 100% มันเป็นคำตอบที่เจ็บปวด ของคำถามที่ว่า ทำไมสังคมไทยไม่ดีขึ้น

ว่าทำไมสังคมไทยไม่ยอมรับว่า ik=;' Commit 6 ตุลา 2519

ทำไมเราพูดไม่ได้ว่า ใครเลวเพียงเพราะ เขาอยู่ในสถาบัน IN+sti+tuteบางอย่าง

ภาษา ความเป็น identity

ถ้าคุณต้องการจะรู้จัก ลาว คุณก็ต้องเข้าใจว่า แนวคิดที่ถูกแทนด้วยภาษา นั้นหมายถึง (หรือรีเฟอร์ถึง)อะไร หรือพูดอีกอย่างคืด ต้อง"คิดแบบคนลาว" "ด้วยภาษา แบบคนลาว" ได้ในบางเรื่อง

มนุษย์ เป็นคนชาติไหนเพราะเค้าใช้ภาษานั้นในการคิด

จริงๆแล้วเป็นไอเดียพื้นๆ (แต่ก่อน หลายวัฒนธรรมเรียก ชาติ หรือ กลุ่มเชื้อชาติ ด้วยคำว่า ภาษา ในระดับการรียก คนจีนจะเรียก ชาติพันธ์ ด้วยการแยกแยะว่า นี่เป็น ภาษาอะไร )ที่เราอาจจะ ละทิ้งมันไปเนื่องจาก พาราไดม์

(กรอบการคิด การกำหนดว่าจะสนใจอะไรหรือไม่สนใจอะไร แบบ รัฐศาสตร์Modern ที่มองชาติในแง่ของ sovoreignty, ขอบเขต อำนาจในการจัดการ ,เป็นส่วนใหญ่ )

การอธิบายเนื่องการกดขี่ในภาษาเป็น Complementary Task

ไอเดียเรื่อง ยังไงคุณก็ต้อง ให้ definition ซ้ำอยู่ดี และเป็นไอเดียฝรั่งที่เราต้องการใช้ทั้งหมด
ไมเหมิอนกันเรื่อง copyright ซึ่งเราอาจไม่คิดเหมือนเค้า Monopoly ไม่น่าเรืยกว่า Liberal
แต่ก็นั้นแหละ
Liberalism ไม่มี ใครผูกขาดได้ขนาดนี้ ยกเว้นกษัตริย์ และบริษัท ที่ สถาบันกษัตริย์ อุปถัมภ์ (คุ้นๆมั๊ย????)
อดัม สมิธ เอง ต่อต้านการมืความลับทางการค้า การผูกขาดไม่ว่าจะโดยวิธีใด
Goal ของเสรีนิยม มันก็เพื่อสังคม
เพราะฉะนั้นทำให้เรา getไอเดียนี้
เต็มๆก็ควรใช้ภาษาเดิม

no one can make u feel inferior, unless u consent

no one can make u feel inferior, unless u consent

http://www.exteen.com/blog.asp?maskoto

เมื่อวานนี้ ดูยูบีซีๆ อยู่ก้อเปลี่ยนช่องไปเจอหนังเรื่อง the princess diary เขียนงี้เป่าหว่า... อื้อ ก้อดูไปเรื่อยๆ จนจบ (เพราะนางเอกโคตรน่ารัก) แต่แบบ มีคำพูดนึงที่ชอบมั่กๆ ในหนังเรื่องนี้ เปนฉากที่ นางเอกถูกเพื่อนว่าๆ ว่าค่อนข้างแรง... นางเอกก้อแบบน้ำตาเล็ด เพราะโดนเพื่อนว่า... แร้วคนขับรถที่แสนจะดีของนางเอกก้อแอบเหน หลังจากที่นางเอกลงจากรถ เค้าก้อบอกนางเอกว่า "no one can make u feel inferior, unless u consent" พูดได้ดีอ่า รู้สึกดีกับประโยคนี้จริงๆ นะ ก้อน่านแหละ อยากมาพูดให้ฟังงงง เจ๋ยๆ :)


( ไม่ได้เขียนเอง เอามาจากบล็อกของ ใครบางคน )

Monday, August 02, 2004

Some view about construction & reproduction of the power in the language

"อำนาจ" reproduce นอร์ม ตัวเองชึ้นมาโดย ผ่านการลงโทษ และการสร้างความชอบธรรมของการลงโทษ
ซึ่งรวมถึง การ recover ด้วย การปลอบใจ การให้รางวัล (ซึ่งเป็นของคู่กัน)

อำนาจ แฝงตัว อยู่ใน "ความคิด" ที่อยู่ใน "tradition" ต่างๆ ของ Language-Culture นั้นๆ
และ วิธีที่ practicable
หรือ ง่ายกว่า คือบอกว่า มัน observeได้จากภาษาหรือพูดอีกอย่างก็ได้ว่าอยู่ในภาษา

เป็นการ conceptual-ize ในหลายๆวิธี

( ในความหมายตามรากศัพท์ CON หมายถึง with ; Together และ CEPT หมายถึง รับ , จับ
หรือ = realize ซึ่งหมายถึง make It 'Real' In 'Subjective' world )


คำว่า พี่ น้อง เจ้านาย ท่าน ฯพณฯ ท่าน ใต้ฝ่าบาท มึง มีอำนาจ มีประวัติศาสตร์(historical term) และ / หรือ term ของการกดขี่ แฝงทั้งนั้น !
ยังไง ผมคิดว่า มันเป็นตัวกำหนด function (สิ่งที่คุณทำได้หรือไม่ได้กับคนที่ใช้สรรพนามนี้) และ status- ฐานะ/ตำแหน่ง ของ ผู้ใช้และผู้ถูกเรียก ได้จริงๆ

อันหนึ่งที่ยืนยันได้เพื่อชี้ถึงการ reflect กันของ2 อย่างนี้ คือ ในประเทศที่มี ลำดับขึ้นทางสังคมมากๆ สรรพนามพวกนี้จะมีมาก
ซึ่ง อาจจะอนุมานได้ว่า ตราบใดที่มีคำว่า พี่ น้อง ท่าน ฯลฯ
ระบบอาวุโสจะไม่มีทางหมดไป !



และ ด้านนึง เราพัฒนาภาษาไปในทิศทางที่ มีภาษา "ไทยใหม่" ที่ grouping และ specific
(สังคมกลุ่มหนึ่งพูดภาษา"ไทย" แบบนึง อีกกลุ่มพูด"ไทย"อีกแบบนึง- ขอให้สังเกตว่าปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นจริงๆ ! ) คนจะฟังกันรู้เรื่องในเรื่องยากๆ /เรื่องที่complicated / ไม่รู้เรื่องมากขึ้น ! ( แปรตาม ตามจำนวนโทรศัพท์มือถือ,อุปกรณ์ในการสร้างสังคม แบบ group ขนาดเล็ก,- ที่มากขึ้น)

ที่พูด นี่ขอให้เข้าใจว่า ไม่ได้หมายถึงศัพท์ technical term ของวิชาชีพ นั่นค่อนข้างเรื่องธรรมดา
แต่หมายถึงศัพท์ที่อธิบาย ค ว า ม คิด ในวิถีชีวิตประจำวัน

(ใครผู้ผลิต ภาษากลาง ขึ้นมา พวกนั้นจะมีอิทธิพลในการ manipulate สังคม )
เพราะสามารถมี /และ สามารถ control เครื่องมือ(The Machine )หรือว่า Program ที่ใช้ สร้าง
1ภาพ
2ความรู้สึก

เพื่อที่จะ สื่อสารและโน้มน้าว ชักจูง ทั้งสังคม ให้เชื่อได้

ขณะที่ นักวิชาการ ฝ่ายก้าวหน้า
1ไม่มี
2ไม่ได้เป็นผู้สร้าง
3ไม่ได้เป็นผู้กำหนด
4ไม่ได้เป็นผู้ป้อนข้อมูล ให้กับเครื่องมือ ตัวนี้
แต่พวกศัพท์การเมือง ศัพท์ เกี่ยวกับ Basic philosophyที่จะต้องใช้ในเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับชีวต กดหมาย เกี่ยวข้องกับโลกทัศน์พื้รฐาน การตัดสินใจในเรื่องต่างๆร่วมกัน (collective Decision
พวกนี้ถูกทำให้ "คล้ายกับว่าเป็นของไทยแท้" (Thaiization) โดยตั้งชื่อใหม่ ให้ดูเป็นไทย ในความหมายของ ชนชั้นนำ royal
จนลืมไปว่ามันไม่ใช่ไทย และเกิดความเคยชินที่ จน ลืม "ที่จะอธิบาย นิยาม" ซึ่งจริงๆแล้วจำเป็นอย่างมาก และ อาจจะพูดได้ว่าขาดไม่ได้ในการนำเข้า concept (แนวคิด แนวปติบัด) จากที่อื่น ซึ่งการพูดนิยามบ่อยๆ เป็นการสร้างความเข้าใจและความชัดเจน(clearify) ตามธรรมชาติ (และ รวมถึงเป็น การตรวจสอบและการrefer จนถึงกระทั่งการ analyzeหรือแม้แต่การ denied แนวคิด)
ให้กับทั้ง ผู้นำเสนอ และผู้รับ แทนที่จะเป็นการอ้างกันผิดๆถูกอย่างปัจจุบัน โดยที่ผู้พูดก็(อาจ)ไม่รู้ผู้ฟังก็ไม่รู้ เพราะ แนวคิดต่างๆถูกตัดขาด(หรือ ตัดตอน)จากแหล่งที่มา เรียบร้อย

ดูเหมือน บรรดา Hegemony ก็ลืมไปด้วย

การตระหนัก เรื่องพวกนี้"อาจจะไม่จำเป็น" สำหรับปัญญาชน Conservative (แปลว่า พวกที่ต้องการรักษา ปกป้อง ระบบอำนาจแบบเก่าๆ เอาไว้) หรือพวก Monarchism Hegemony!
หลักเลี่ยง การแบบที่อธิบายว่า เกิดจาก เจตนาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่การที่มันได้รับการยอมรับสะท้อนถึงชุดความคิด ของคนกลุ่มหนึ่ง กระแสๆหนึ่ง
ยุคที่มีการสร้างคำใหม่ กันอย่างมโหฬาร เหตุผลหลักน่ะ "ไม่ใช่" เพื่อให้คนไทยเข้าใจได้มากขึ้น! (อย่างที่เข้าใจหรืออธิบาย กันทุกวันนี้) แต่เพื่อ เป็นการ ตั้งกำแพงทางวัฒนธรรม!หรือเพื่อให้ "เข้าใจ" ได้น้อยลง !

coinage มีคำนึง ที่currency
(ยุคนั้นไม่มี เปิดเสรี ทางการเงินนะครับ 555)

(ผมไม่รู้ว่า คำว่า ปรัชญา "ในภาษาไทย" (หรือในcommon sense คนพูดและคิดเป็นภาษาไทย แปลว่าอะไร!)
แปลว่า
ถ้าเปลี่ยนแค่ คำ2คำไม่มีประโยชน์อะไร
ถ้าเข้าใจconcept ใหญ่ อันนี้แล้ว ใช้ ความเปลี่ยนแปลงสามารถ เกิดขึ้นได้
งานศึกษาบางชิ้นที่ถูกด่า (ด้วยข้อหา คล้ายกับว่า โพสโมเดอร์นเกินไป ! )นี่คือการ ยกตัวอย่างคำบางคำ (ทีละคำ2คำ)ซึ่ง มันไม่ได้เห็นอะไร หรอก(ผมก็ไม่เห็น)
เลือกเอา ว่า อยากจะเป็น "ไทย"(รักไทย) "ทางภาษา" ไม่ยอมรับ แนวคิดจากที่อื่น เนื่องเพราะมันเป็น"ต่างชาติ"แล้วอยู่กันอย่างตื้นเขิน ในทางความคิด ทางปัญญา แบบปัจจุบัน หรือ รักษา " อธิปไตย " ซึ่งก็ถูกพวกglobalization ทำให้รางเลือนเต็มที แล้ว

หรือ ยอมรับ ความเป็นจริง ของความเปลี่ยนแปลงทางความคิด และพยามที่จะเรียนรู้ จาก"ที่อื่น" ในโลกนี้ เพื่อทีร่มนุษย์ ที่ใช้ภาาไทยคิดจะได้ มีวุฒิถาวะทางปัญญาเพิ่มขึ้น